ผู้ประกอบการเรือข้ามฟากอยุธยาแบกรับต้นทุนหนัก หลังราคาน้ำมันดีเซลพุ่ง-เริ่มขาดแคลน กระทบการให้บริการประชาชน

พระนครศรีอยุธยา — สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาการจัดหาน้ำมันที่เริ่มมีความตึงตัว ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มเรือข้ามฟากในพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา

ผู้ให้บริการเรือข้ามฟากระหว่างตำบลสำเภาล่ม กับพื้นที่เกาะเมือง เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้องเผชิญภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น และบางช่วงยังประสบปัญหาน้ำมันหาซื้อได้ยาก เนื่องจากมีการจำกัดปริมาณการซื้อ และหลายปั๊มน้ำมันมีน้ำมันดีเซลหมดอย่างรวดเร็ว

ผู้ประกอบการระบุว่า ปริมาณการใช้น้ำมันเฉลี่ยในแต่ละวันค่อนข้างสูง โดยในช่วงปิดเทอมจะใช้น้ำมันประมาณ 25 ลิตรต่อวัน ขณะที่ช่วงเปิดเทอมซึ่งมีผู้ใช้บริการมากขึ้น จะใช้น้ำมันเฉลี่ยเพิ่มเป็นประมาณ 35 ลิตรต่อวัน ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ท่ามกลางสถานการณ์ที่การจัดหาน้ำมันทำได้ยากขึ้น

สำหรับเรือข้ามฟากดังกล่าว ถือเป็นระบบขนส่งสำคัญของประชาชนในพื้นที่ ให้บริการทั้งรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารทั่วไป ที่สัญจรไป-กลับระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ ช่วยลดระยะทางการเดินทางทางบกที่ต้องอ้อมหลายกิโลเมตร และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันให้กับประชาชนได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการยังคงตรึงอัตราค่าบริการในราคาเดิม โดยคิดค่าบริการผู้โดยสารข้ามฟากคนละ 5 บาท รถจักรยานยนต์พร้อมผู้ขับขี่ 10 บาท และรถจักรยานพร้อมผู้ขี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ในอัตรา 5 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน
ผู้ประกอบการยอมรับว่า การตรึงราคาท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงยืนยันที่จะให้บริการในราคาเดิม โดยมองว่าเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างผู้ประกอบการกับประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการขาดแคลนน้ำมันยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการให้บริการในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมต่อไป.
