รองศาสตราจารย์ ดร.ประมุข อุณหเลขกะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้ดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้มติสภามหาวิทยาลัยที่กำหนดให้ “การจัดการตอซังข้าวและฟางข้าว” เป็นวาระสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะในภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ด้านศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ปัญหา PM 2.5 จำเป็นต้องสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยมหาวิทยาลัยได้นำองค์ความรู้จากหลายสาขา ทั้งด้านเกษตร วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ธุรกิจ และเทคโนโลยี มาพัฒนานวัตกรรมการจัดการตอซังข้าวแบบครบวงจร
หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการลดต้นทุนเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรกลุ่มชาวนา ของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ร่วมกับเครือข่าย SME และภาคีในพื้นที่ ส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีได้ถึง 65-70 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงจากเฉลี่ย 4,250 บาทต่อไร่ เหลือประมาณ 3,050 บาทต่อไร่ พร้อมช่วยลดการเผาตอซังและฟื้นฟูคุณภาพดิน
ขณะที่คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ได้นำฟางข้าวและตอซังข้าวมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ เส้นด้ายจากฟางข้าว เยื่อกระดาษ โคมไฟ และผลิตภัณฑ์ไบโอชาร์ ส่วนคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับซื้อตอซังข้าวจากเกษตรกร ภายใต้เงื่อนไข “งดเผาตอซังข้าว” เพื่อผลิตถ่านชีวภาพ ถ่านกัมมันต์ และเจลออร์แกนิกส์ดูดกลิ่น โดยช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในอัตราไร่ละ 1,000 บาท
นอกจากนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนา ยังสนับสนุนงานวิจัยจาก 6 คณะ รวม 10 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนแผนลด PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมจัดตั้งโครงการนำร่อง “ศูนย์ถ่ายทอดการแปรรูปฟางข้าว ลดฝุ่น PM 2.5 ภาคการเกษตร” ในพื้นที่อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และพลิก “ตอซังข้าว” ให้กลายเป็น “ขุมทรัพย์สีเขียว” เพื่อขับเคลื่อนชุมชนไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
รวบอดีตนักตะกร้…
PEA จัดสัมมนาผู…
รพ.สมเด็จพระสัง…
เพลิงไหม้ห้องแล…
สลด! หนุ่มวัย 2…